พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ณ สถาบันการดนตรีและศิลปะแห่งกรุงเวียนนา
นับแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จดำรงสิริราชสมบัติ เป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ ๙ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ตั้งแต่พุทธศักราช ๒๔๘๙ จนถึงปัจจุบัน ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่ในทุกด้านด้วยตั้งพระราชปณิธานมั่นว่า จะทรงอุทิศพระองค์เพื่อบำเพ็ญพระราชกรณียกิจที่จะก่อให้เกิดประโยชน์สุขและความเจริญรุ่งเรืองเป็นปึกแผ่นของพสกนิกร และประเทศชาติเป็นสำคัญ พระราชกรณียกิจที่ทรงปฏิบัติจึงครอบคลุมไปทั่วทุกภูมิภาค ทรงเยี่ยมราษฎรทุกจังหวัด-ทุกภาคทั่วประเทศและเสด็จฯ เยือนต่างประเทศเพื่อเจริญสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศ ในฐานะองค์พระประมุขของชาติ ส่วนในด้านศิลปวัฒนธรรม เป็นที่ทราบกันดีว่าพระองค์ทรงเป็นนักดนตรี จิตรกร นักถ่ายภาพ นักคิดนักประดิษฐ์ นักกีฬาเรือใบ นักประชาสัมพันธ์ นักสังคมสังเคราะห์ นักการทูตและสถาปนิก
พระองค์สนพระราชหฤทัยด้านศิลปะเป็นพิเศษ ได้ทรงงานทางทัศนศิลป์ไว้หลายประเภท งานศิลปะฝีพระหัตถ์กล่าวได้โดยสังเขป คือ
ในด้านศิลปะการเขียนภาพ (จิตรกรรม) ทรงเริ่มสนพระราชหฤทัยเขียนภาพโดยการฝึกเขียนเอง ทรงซื้อตำรามาศึกษาค้นคว้า (ประมาณพุทธศักราช ๒๔๘๐ – ๒๔๘๘) เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ก็เริ่มทรงเขียนภาพตั้งแต่พุทธศักราช ๒๕๐๒ ถึงพุทธศักราช ๒๕๑๐ มีผลงานด้านจิตรกรรมฝีพระหัตถ์ถึง ๑๐๗ ภาพ ปลายพู่กันของแต่ละภาพทรงใช้พระนามย่อว่า “ภ.อ.”
การถ่ายรูป การเล่นกล้องถ่ายภาพยนตร์ และการถ่ายภาพสไลด์ ก็เป็นงานอดิเรกที่โปรดมาก พระองค์สนพระราชหฤทัยมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ เมื่อครั้งดำรงพระฐานันดรศักดิ์เป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ตามเสด็จพระราชดำเนินสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราชนิวัติประเทศไทยคราวใดก็จะเห็นพระองค์ทรงสะพายกล้องถ่ายรูปบันทึกภาพเหตุการณ์ต่างๆ ทุกแห่งที่ได้เสด็จฯ ไป เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ก็ทรงฉายพระรูปสมเด็จพระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ และบันทึกภาพประชาชน ภาพเหตุการณ์ต่างๆ ในระหว่างทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจ
งานช่างและการดนตรีเป็นศิลปะที่โปรดมากเป็นพิเศษ ตั้งแต่ทรงพระเยาว์ โปรดการสร้างหุ่นจำลองเรือรบ เรือใบ ประดิษฐ์ของเล่นเมื่อครั้งเสด็จฯ นิวัติกรุงเทพฯ ก่อนสงครามโลก ครั้งที่ ๒ ทรงจำลองเรือรบหลวงศรีอยุธยา เมื่อพุทธศักราช ๒๕๐๗ พระองค์สนพระราชหฤทัยกีฬาเรือใบ ทรงต่อเรือใบพระที่นั่งด้วยพระองค์เอง โดยมีอู่ต่อเรือและสระทดลองเล่นเรือภายในสวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต ทรงต่อเรือใบประเภทโอเค หรือใบประเภทม็อธ และเรือใบประเภทเอ็นเตอร์ไพรส์ ทรงใช้เรือที่ต่อเองในการแข่งขันกีฬาแหลมทอง ครั้งที่ ๔ เมื่อเดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๑๐ ทรงเป็นผู้ชนะเลิศกีฬาเรือใบประเภทโอเค ในครั้งนั้นและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลเหรียญทอง
ในด้านศิลปะงานช่างประติมากรรม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสนพระราชหฤทัยและทรงงานศิลปะฝีพระหัตถ์ด้านนี้ระหว่างพุทธศักราช ๒๕๐๘ – ๒๕๑๐ โดยมีนายไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ เป็นที่ปรึกษาและถวายงาน ผลงานด้านประติมากรรมคือ พระรูปปั้นสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ รูปปั้นหญิงนั่งคุกเข่า พระพุทธนวราชบพิตร และพระพิมพ์ส่วนพระองค์
ส่วนการพระราชนิพนธ์เพลงและทรงดนตรีนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเป็นพิเศษตั้งแต่เมื่อครั้งดำรงพระฐานันดรศักดิ์เป็นสมเด็จพระอนุชาธิราช ขณะทรงศึกษาอยู่ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทรงศึกษาวิชาดนตรีจากหนังสือ ทรงฝึกเครื่องดนตรี และทรงมีพระอาจารย์ถวายคำแนะนำ โปรดเครื่องดนตรีประเภทเป่า เช่น แซกโซโฟน คลาริเน็ต ทรัมเป็ต ทรงฝึกตามแบบฉบับการศึกษาดนตรีอย่างแท้จริง คือฝึกตามโน้ตบรรเลงแบบคลาสสิค ทรงโปรดดนตรีแจ๊ส ภายหลังเมื่อขึ้นครองราชย์แล้วทรงเปียโนเพิ่มขึ้นเพื่อทรงใช้ประกอบการพระราชนิพนธ์เพลง ทรงเชิญนักดนตรีผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมบรรเลงและแต่งเพลงสมัครเล่น เมื่อพุทธศักราช ๒๕๐๗ ได้มีการอัญเชิญเพลงพระราชนิพนธ์ไปบรรเลง ณ คอนเสริต์ฮออล์ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย รัฐบาลออสเตรียได้ส่งกระจายเสียงเพลงและเสนอข่าวทั่วประเทศ ในครั้งนี้รัฐบาลออสเตรีย ได้ถวายพระเกียรติให้ทรงเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ณ สถาบันการดนตรีและศิลปะแห่งกรุงเวียนนา
ผลงานศิลปะฝีพระหัตถ์ทั้ง ๕ สาขาที่กล่าวมาโดยสังเขปนี้ มีเป็นจำนวนมากและทรงคุณค่ายิ่ง ทรงเป็นศิลปินโดยแท้ มิได้เพียงสมัครเล่น พระราชอัจฉริยภาพดังกล่าวเป็นที่ประจักษ์ชัดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ดังจะเห็นได้จากการที่สถาบันการดนตรีและศิลปะแห่งกรุงเวียนนาทูลเกล้าฯ ถวายพระเกียรติให้ทรงดำรงตำแหน่งสมาชิกกิตติมศักดิ์เป็นอันดับที่ ๒๑ เมื่อพุทธศักราช ๒๕๐๗ มหาวิทยาลัยศิลปากรทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาศิลปดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์สาขาจิตรกรรม พุทธศักราช ๒๕๐๘ คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้ทูลเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญาว่าทรงเป็น “อัครศิลปิน” เมื่อพุทธศักราช ๒๕๒๙ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (ดนตรี) เมื่อพุทธศักราช ๒๕๓๐
Long Live His Majesty the King
มีเจ้าหน้าที่อินเตอร์คนนึง (เป็นคนไทยแต่ไปทำงานอยู่ที่ญี่ปุ่น แนวๆผู้สื่อข่าวระหว่างประเทศอะไรทำนองนั้นล่ะ) นั่งอยู่ในที่ประชุมของคนญี่ปุ่นระดับสูง (แต่คนญี่ปุ่นไม่รู้ว่าพี่คนนี้เป็นคนไทย) หลังเกิดเหตุปฏิรูปการปกครองเมื่อปีที่แล้ว (พี่คนนี้บอกว่าอยู่ที่ญี่ปุ่นรู้ความคืบหน้าเร็วกว่าคนไทยในเมืองไทยซะอีก) คนญี่ปุ่นลงมติว่า “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับรัฐบาลไทย ไม่ว่าใครจะเป็นผู้นำประเทศก็ตาม ตราบใดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันยังอยู่ ญี่ปุ่นจะยังคงสนับสนุนประเทศไทย ไม่เปลี่ยนท่าที” Long Live His Majesty the King “นี่เธอ บอกฉันหน่อยสิ ทำไมคนไทยถึงรักในหลวงนักนะ” “อ้าว มารศรี ถามอะไรแปลก ๆ เวลาเรารักใคร เราต้องถามเหตุผลด้วยเหรอ” “ก็ฉันอยากรู้นี่ ที่อเมริกาไม่มีอย่างนี้แน่นอน คนอเมริกันไม่เข้าใจด้วยซ้ำไปว่าเป็นไปได้อย่างไรที่คนทั้งประเทศจะมีความรัก เทิดทูนบูชามากมายให้กับคน ๆ เดียวอย่างนี้ได้” “ฉันว่าอาจเป็นเพราะว่าท่านทรงรักเมตตาประชาชนอย่างจริงใจ ทรงให้โดยไม่หวังผลตอบแทนอะไรสำหรับพระองค์เอง เธอว่าไหม น่าเสียดายแทนคนอเมริกันนะที่ไม่มีอย่างเรา” “จริงของเธอ แต่คนอเมริกันเองก็ไม่รู้หรอกว่าตัวเองขาดอะไรไป They don,t know what they,re missing. ระบบของสหรัฐเป็นไม้เบื่อไม้เมากับสถาบันนี้มานานแล้ว เพราะว่าสมัยเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ต้องเสียภาษีให้กับพระราชาอังกฤษโดยไม่ได้รับสิทธิอะไร จนในที่สุดก็ลุกฮือขึ้นมาปฏิวัติประกาศอิสรภาพ” “อ้าว…อเมริกาเคยมีปฏิวัติด้วยเหรอ” “มีสิ เขาเรียกว่า The American Revolution = การปฏิวัติอเมริกัน แต่มันต่างจากปฏิวัติแบบบ้านเรานะ เพราะนั่นเป็นการปฏิวัติจริง ๆ ประชาชนลุกฮือขึ้นมาโดยพร้อมเพรียงกันจริง ๆ อย่างของเราที่เรียกว่าปฏิวัตินั่นน่ะ ในภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า coup d,etat = รัฐประหาร ซึ่งเป็นการยึดอำนาจโดยคนกลุ่มหนึ่ง แม้จะอ้างว่าทำในนามประชาชน แต่จริง ๆ แล้วไม่ได้มีฐานมวลชนให้การสนับสนุนแบบปฏิวัติอเมริกันหรือปฏิวัตฝรั่งเศส” “แสดงว่าพระราชาของประเทศเขาไม่ได้เป็นที่รักเคารพบูชาเหมือนในหลวงของเราล่ะสิ” “ถูกต้อง พระราชาอังกฤษบางพระองค์ อย่าง Jame II ยังโดนปฏิวัติเลย ฝรั่งไม่เคยมีในหลวงแบบเรา ดังนั้นเขาจะเข้าใจยากมาก เผลอ ๆ คิดว่าเป็น personality cult = ลัทธิบูชาตัวบุคคลแบบเกาหลีเหนือไปโน่น ซึ่งฉันก็ต้องคอยอธิบายอยู่เรื่อยว่าไม่ใช่ มันคนละเรื่องกันเลย เปรียบเทียบกันไม่ได้เลย แต่เธอรู้ไหมว่าฝรั่งประทับใจอะไรกับในหลวงมากที่สุด” “ที่ท่านประสูติที่ Cambridge, Massachusetts เหรอ” “ไม่ใช่ เขาประทับใจที่สุดที่พระองค์ทรงมีกระแสพระราชดำรัสว่า พระราชาก็ทำผิดได้ เพราะในภาษาอังกฤษมีภาษิตเก่าแก่ว่า “The King can do no wrong” ซึ่งขัดต่อความรู้สึกของคนอเมริกันมาก ดังนั้นพอในหลวงของเราตรัสว่า “The King can do wrong” ฝรั่งรู้ทันทีเลยว่า นี่แหละ เป็น enlightened monarch คือ เป็น พระราชาที่รู้แจ้งเห็นจริง เป็นนักประชาธิปไตยตัวจริง ไม่ใช่พระราชาธรรมดา” “นายมาร์ติน วีลเลอร์” ชาวอังกฤษ ผู้มีปริญญาตรีเกียรตินิยมจากมหาวิทยาลัยลอนดอน แต่มาปักหลักเป็น “เกษตรกรไทย” แต่งงานกับคนไทยอยู่ที่ขอนแก่นขณะนี้มาให้อ่านเพื่อได้คิดกันคนไทยโชคดีมากๆ ที่ได้ในหลวงเป็นผู้นำ พระองค์ท่านเป็นคนที่ทำงานหนักมากเพื่อช่วยให้คนคิดได้ ช่วยให้คนอยู่ได้ จะหากษัตริย์ในประเทศอื่นไม่ค่อยมีแบบนี้ ปัญหาคือคนไทยส่วนมากนับถือในหลวง แต่ไม่ยอมปฏิบัติตามคำสอนของในหลวง พระองค์ท่านบอกมา ๒๗ ปีถึงเศรษฐกิจพอเพียง แต่คนไทยก็ไม่รู้จักพอเพียง เอาอย่างเดียว ถึงยกมือไหว้ในหลวง แต่เวลาดำรงชีวิตไม่ได้ทำตามในหลวง ก็ในหลวงบอกไว้แล้วว่าไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นเสือ ขอให้มีอยู่มีกินไว้ก่อน ถ้าทุกคนเริ่มคิดจริงๆ ถึงสิ่งที่ในหลวงพูด เราน่าจะช่วยให้ประเทศไทยอยู่ได้ เพราะความคิดของในหลวงเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงต้องอาศัยพลังแผ่นดิน ทำได้เฉพาะประเทศไทยนะ เศรษฐกิจพอเพียง ที่อื่นทำไม่ได้หรอก เพราะเขาไม่มีที่ดิน ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติเยอะเหมือนประเทศไทย พวกคุณโชคดีที่ได้แผ่นดินดีๆ ได้ผู้นำ (ในหลวง) ที่ดีด้วย และเรื่องที่ ๓ เรื่องศาสนา ผมคิดว่า ศาสนาพุทธมีความสำคัญมากๆ สำหรับคนไทย ไม่ใช่แค่นับถือไหว้พระ แค่นั้นไม่พอ แต่อยู่ที่การปฏิบัติด้วยนะ มักน้อย สันโดษ พอเพียง ธรรมะคือธรรมชาติ เป็นเรื่องง่ายๆ พึ่งตนเองก็ได้ ปรัชญาของศาสนาพุทธทำได้นะ แต่คนไทยจำนวนน้อยที่เข้าใจ จริงๆ แล้วศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ออกแบบให้เหมาะสมสำหรับคนบ้านนอก ให้ใช้ชีวิตร่วมกับธรรมชาติโดยไม่ทำลาย ไม่เอาเปรียบ แต่ให้เราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมขาติ คุณโชคดีมากๆ ที่เกิดในประเทศไทยที่อุดมสมบูรณ์ ไม่ต้องไปรบกับใคร ไม่ต้องไปเอาน้ำมันจากใคร ไม่ต้องไปเบียดเบียนคนอื่น ประเทศไทยอยู่ได้ กินอิ่ม มีเหลือแจกด้วย อย่าไปคิดเรื่องเงินอะไรมาก อย่าลดคุณค่าความเป็นไทยของตัวเองลง คนไทยส่วนมากนิสัยดีจริงๆ คนไทยมีน้ำใจ หายากนะ คนไทยมีพระเจ้าอยู่หัว มีแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ มีศาสนาพุทธที่ดีมาก ทั้ง ๓ อย่างนี้ พยายามรักษาเอาไว้ให้ได้ ชีวิตที่ไม่ทะเยอทะยานเกินไป คือชีวิตที่มีคุณภาพ ชาวบ้านทุกคนทำได้ ผมเองถึงยังทำไม่สำเร็จ แต่มั่นใจว่าจะทำได้แน่ในอนาคต ถ้าผมทำได้ คนอื่นก็คงทำได้ง่ายกว่าผมเยอะ ทุกอย่างอยู่ที่เรา ถ้าเราไม่อยากได้อะไรมากเกินไปในชีวิต ชีวิตมันก็ง่าย พยายามทำให้ชีวิตมันง่ายขึ้น อย่าให้มันสับสน อย่าให้มันลำบาก พยายามรักษาสิ่งแบบนี้ให้ดี และ อย่าเชื่อฝรั่งมากเกินไป. และอีกมาก เงินทองของมายา ข้าวปลาสิของจริง
พระบรมราโชวาท “ความดี ความเจริญ”
ความดี ความเจริญ ๑ พระราชดำรัสในโอกาสที่คณะครูใบฎีกาเล็ก(ถานุตตโร) และคณะ
เฝ้าถวายเงินและต้นเทียนพรรษา ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๒๔
“… การทำดีนั้นมีหลายอย่าง อย่างที่ท่านทำดีโดยที่ได้ร่วมกุศลเป็นเงินเพื่อที่จะแผ่ไปช่วยผู้ที่ตกทุกข์ได้ยากนั้น ก็เป็นการกระทำที่ดีอย่างหนึ่ง การกระทำที่ดีอีกอย่างที่ได้กล่าวก็คือมีความปรองดองสามัคคีช่วยเหลือซึ่งกันและกัน อุดหนุนกัน แล้วก็ไม่ เบียดเบียนกัน โดยเฉพาะอย่างหมู่คณะที่ตั้งขึ้นมาอย่างนี้ก็ช่วยกันในทางวัตถุและในทางจิตใจ ความสามัคคีนี้ก็เป็นการทำดีอย่างหนึ่ง การทำดีอีกอย่างซึ่งจะดูลึกซึ้งกว่า คือปฏิบัติด้วยตนเองปฏิบัติให้ตัวเองไม่มีความเดือดร้อน คือพยายามหันเข้าไปในทางปัจจุบันให้มาก อย่างง่าย ๆ ก่อน คือพิจารณาดูว่าตัวเองกำลังคิดอะไร กำลังทำอะไร ให้รู้ตลอดเวลา แล้วรู้ว่าทำอะไร อย่างนี้เป็นวิธีอย่างหนึ่งที่จะทำให้ไม่มีภัย ถ้าเราคอยระมัดระวังตลอดเวลาให้รู้ว่าตัวทำอะไร ให้รู้ว่าการทำนี้เราทำอะไรตลอดเวลา ก็จะไม่ ผิดพลาด เพราะว่าโดยมากความผิดพลาดมาจากความไม่รู้ในปัจจุบัน …”
——————————————————————————–
ความดี ความเจริญ ๒ พระราชดำรัส พระราชทานแก่ผู้บังคับบัญชาลูกเสือในโอกาสเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท และรับพระราชทานเหรียญลูกเสือสดุดี ณ ศาลาดุสิดาลัย พระราชวังดุสิต ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๒๗
“… การที่บุคคลจะทำความดีให้ได้จริง และต่อเนื่องไปโดยตลอดได้ จะต้องอาศัยหลักปฏิบัติที่ถูกต้องแน่นอน. ประการแรก จะต้องมีศรัทธาเชื่อมั่นในความดี เห็นว่าความดีหรือสุจริตธรรม ย่อมไม่ทำลายผู้ใด หากแต่ส่งเสริมให้เป็นคนสะอาดบริสุทธิ์และเจริญมั่นคง. เมื่อเกิดศรัทธาแน่วแน่ในความดีแล้ว ก็จะต้องตั้งกฎเกณฑ์ ตั้งระเบียบให้แก่ตนเอง สำหรับควบคุมประคับประคองให้ปฏิบัติแต่ความดี และรักษาความดีไว้อย่างเหนียวแน่น ไม่ให้บกพร่องคลอนแคลน. พร้อมกันนั้น ก็จะต้องพยายามเพิกถอน ลด ละ การกระทำและความคิด อันจะเป็นเหตุบั่นทอนการกระทำดีของตนด้วยตลอดเวลา. สำคัญยิ่งกว่าอื่น ทุกคนจะต้องอาศัยปัญญา ความฉลาดรู้เหตุผล เป็นเครื่องตรวจสอบ พิจารณา วินิจฉัยการกระทำความประพฤติทุกอย่างอยู่เสมอโดยไม่ประมาท เพื่อมิให้ผิดพลาดเสื่อมเสีย. เมื่อประกอบความดีได้โดยถูกถ้วน ก็ย่อมได้ รับประโยชน์ที่สมบูรณ์แท้จริง คือประโยชน์ที่เกื้อ*ลให้มีความสุขความเจริญได้ในปัจจุบัน และยั่งยืนมั่นคงตลอดไปถึงภายหน้า. ข้าพเจ้าจึงขอฝากหลักปฏิบัติความดีนี้ไว้ให้ท่านทั้งหลายรับไปพิจารณาปฏิบัติต่อไป. …”
——————————————————————————–
ความดี ความเจริญ ๓ พระบรมราโชวาท พระราชทานแก่ข้าราชการพลเรือนเนื่องในโอกาสวันข้าราชการพลเรือน
๑ เมษายน ๒๕๒๔
ข้าราชการทุกฝ่ายมีหน้าที่เหมือนกัน ที่จะต้องตั้งใจขวนขวายปฏิบัติงานด้วยความฉลาดรอบคอบ ให้สำเร็จลุล่วงตรงตามเป้าหมายโดยไม่ชักช้า และที่จะต้องร่วมกับชาวไทยทุกคนในอันที่จะอุ้มชูรักษาความดีในชาติให้ยืนยงมั่นคงอยู่คู่กับผืนแผ่นดินไทย. ยิ่งเป็นผู้ใหญ่ มีตำแหน่งสำคัญ ยิ่งจะต้องปฏิบัติให้ดี ให้หนักแน่น ให้มีประสิทธิภาพ สูงขึ้น. ผลงานที่สำเร็จขึ้นจากความร่วมมือและจากความบริสุทธิ์ใจ จักได้แผ่ไพศาล ไปตลอดทั่วทุกหนแห่ง ยังความสุขความเจริญที่แท้จริงให้บังเกิดขึ้นได้ตามที่ปรารภปรารถนา.
——————————————————————————–
ความดี ความเจริญ ๔ พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานกระบี่และปริญญาบัตรแก่ว่าที่ร้อยตำรวจตรี ที่สำเร็จการศึกษาชั้นสูงสุดจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ประจำปีการศึกษา ๒๕๒๘ ณ อาคารใหม่ สวนอัมพร ๑๐ มีนาคม ๒๕๒๙
“… การทำความดีนั้น โดยมากเป็นการเดินทวนกระแสความพอใจและความต้อง การของมนุษย์ จึงทำได้ยาก และเห็นผลช้า แต่ก็จำเป็นต้องทำ เพราะหาไม่ ความชั่ว ซึ่งทำได้ง่าย จะเข้ามาแทนที่ แล้วจะพอกพูนขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันรู้สึกตัว. ตำรวจแต่ละคนจึงต้องตั้งใจและเพียรพยายามให้สุดกำลัง ที่จะสร้างเสริมและสั่งสมรักษาความดีให้สมบูรณ์อยู่เสมอ. และสำคัญที่สุด จะต้องกระทำดังนี้ให้พร้อมทั่วกันทุกฝ่ายทุกคน ด้วย จึงจะบังเกิดประสิทธิผล ช่วยให้บ้านเมืองมีความสงบเรียบร้อยและเป็นปรกติสุขมั่นคงได้. ตรงข้าม ถ้าปฏิบัติไม่พร้อมเพรียงกัน หรือพากันละเลยไม่รักษาความดีแล้ว ความยุ่งยากระส่ำระสายก็จะมีตามมา. จึงใคร่ขอให้นายตำรวจทุกคนนำไปคิดพิจารณา ให้เห็นถ่องแท้ เพื่อจักได้ประพฤติปฏิบัติตนปฏิบัติหน้าที่ให้ถูก ให้สมควร และให้เป็น กำลังสร้างสรรค์สันติราษฎร์อย่างแท้จริงได้ตลอดไป. …”
——————————————————————————–
ความดี ความเจริญ ๕ พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๓๓
“… ความเป็นบัณฑิต นอกจากจะหมายรู้ได้ที่ความรู้และความฉลาดสามารถของบุคคล ในการใช้วิทยาการให้เกิดประโยชน์แล้ว ยังสังเกตทราบได้ที่การกระทำ คำพูด และความคิด อีกทางหนึ่ง. บัณฑิตนั้น เมื่อจะทำจะพูดหรือจะคิด ย่อมพยายามทำให้ดี พูดให้ดี คิดให้ดีเสมอ. ทำให้ดี หมายถึงทำด้วยความตั้งใจและจริงใจ ให้เป็น การสร้างสรรค์แท้. ไม่ว่าการเล็กการใหญ่ ก็พยายามทำอย่างดีที่สุด เพื่อให้บรรลุ เป้าหมายและประโยชน์ของการที่ทำนั้นโดยครบถ้วน ไม่ทำโดยเพทุบาย หรือมีเจตนา ไม่บริสุทธิ์แอบแฝง. การพูดให้ดี หมายถึงการกล่าววาจาชอบให้เกิดประโยชน์ เช่น กล่าวในสิ่งที่จะก่อให้เกิดความรู้ ความฉลาด ความเจริญ ความดี ความสามัคคีปรองดอง ไม่กล่าวในสิ่งที่ไม่รู้จริง ที่ก่อให้เกิดความสับสน หรือที่ทำลายความดีงาม ความเจริญมั่นคง. การคิดให้ดีนั้น หมายถึงการคิดด้วยความมีสติตั้งมั่น เป็นกลาง ไม่ถูกเหนี่ยวนำด้วยอคติ หากอาศัยความถูกต้องด้วยหลักวิชา เหตุผลความเป็นจริง และศีลธรรมจรินธรรม เป็นพื้นฐานเครื่องวินิจฉัย เพื่อให้ความคิดนั้นปราศจากพิษภัย เป็นคุณเป็นประโยชน์แท้จริง.
บัณฑิตทั้งหลายจะทำ จะพูด จะคิดสิ่งใด ขอให้ทำ ให้พูด ให้คิดอย่างมีหลักการ และความสังวรระวัง เพราะเชื่อว่าถ้าสามารถฝึกหัดปฏิบัติให้เคยชินเป็นนิสัย จะช่วยให้ สมัครสมานเข้าใจกันได้เป็นอย่างดี ร่วมงานประสานประโยชน์กันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และจะส่งเสริมให้แต่ละคนประสบความสำเร็จรุ่งโรจน์ในหน้าที่การงานได้เป็น แน่นอน. …”
——————————————————————————–
ความดี ความเจริญ ๖ พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัย
ธรรมศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๒๑
“… บัณฑิตทั้งหลายคงจะมีความหวังตั้งใจอยู่เต็มเปี่ยม ที่จะออกไปทำการงานด้วยความรู้ ความสามารถ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ และด้วยความพากเพียรเข้มแข็ง เพื่อให้ บังเกิดความเจริญก้าวหน้าแก่ชาติบ้านเมือง แต่บางคนก็อาจกำลังคิดอยู่ด้วยว่า ถ้าเราทำดีแล้วคนอื่นเขาไม่ทำด้วยจะมิเสียแรงเปล่าหรือ ความรู้ ความตั้งใจ ความอุตสาหะพากเพียร ของเราทั้งหมดจะมีประโยชน์อันใด ข้าพเจ้าขอให้ทุกคนทำความเข้าใจเสียใหม่ให้ชัดแจ้ง ตั้งแต่ต้นนี้ว่า การทำความดีนั้น สำคัญที่สุดอยู่ที่ตัวเอง ผู้อื่นไม่สำคัญ และไม่มีความจำเป็นอันใดที่จะต้องเป็นห่วงหรือต้องรอคอยเขาด้วย เมื่อได้ลงมือลงแรงกระทำแล้ว ถึงแม้จะมีใครร่วมมือด้วยหรือไม่ก็ตาม ผลดีที่ทำจะต้องเกิดขึ้นแน่นอน และยิ่งทำมากเข้า นานเข้า ยั่งยืนเข้า ผลดีก็ยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้น และแผ่ขยายกว้างออกไปทุกที คนที่ไม่เคยทำดีเพราะเขาไม่เคยเห็นผล ก็จะได้เห็น และหันเข้ามาตามอย่าง หลักประกันสำคัญในการทำดีจึงอยู่ที่ว่า แต่ละคนต้องทำใจให้มั่นคง ไม่หวั่นไหวกับสิ่งแวดล้อมที่เห็นอยู่ทราบอยู่มากเ*ไป จนเกิดความท้อถอย เมื่อใจมั่นคงแล้ว ก็ขอให้ตั้งอกตั้งใจสร้างนิมิตและค่านิยมใหม่ขึ้นสำหรับตัว ตามที่พิจารณาเห็นดีด้วยเหตุผลอันถูกต้องเที่ยงตรงแล้ว แล้วมุ่งหน้าปฏิบัติดำเนินไปให้เต็มกำลังจนบรรลุผลสำเร็จ ในที่สุด ความดีความเจริญที่ปรารถนาก็จะเกิดทวีขึ้น และจะเอาชนะความเสื่อมทราม ต่าง ๆ ได้ไม่นานเ*รอ …”
——————————————————————————–
ความดี ความเจริญ ๗ พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ๒ พฤศจิกายน ๒๕๒๘
“…ประโยชน์และความเจริญมั่นคงของส่วนรวมย่อมขึ้นอยู่กับประโยชน์และความเจริญมั่นคงของแต่ละบุคคลเป็นสำคัญ เพราะส่วนรวมนั้นประกอบขึ้นด้วยบุคคลที่รวมกันอยู่เป็นสำคัญ เป็นชาติบ้านเมือง. ดังนี้ ผู้ใดก็ตามที่มุ่งหวังให้ส่วนรวมเจริญ มั่นคง จะต้องพยายามสร้างความมั่นคงให้แก่การงาน แก่อาชีพ และแก่ฐานะของตนเองให้ได้เป็นข้อแรกและข้อใหญ่. แต่ในการสร้างประโยชน์สร้างความเจริญให้แก่ตนเองนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องถือหลักปฏิบัติสองข้ออย่างเคร่งครัด. ข้อแรก จะต้องมุ่งหมายกระทำแต่เฉพาะกิจการงานที่สุจริต ที่เป็นประโยชน์สร้างสรรค์ และที่ถูกต้องเป็นธรรม พร้อมกับจะต้องระมัดระวังควบคุมตนเองอยู่เสมอ มิให้ประพฤติปฏิบัติการสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ดำเนินทวนกระแสความถูกต้องเป็นธรรม และที่เบียดเบียนบ่อนทำลายผู้อื่น อย่างเด็ดขาด. ครั้นเมื่อทำดีมีผลแล้ว ข้อต่อไป จะต้องพยายามขวนขวายประสานประโยชน์ของแต่ละคนเข้าด้วยกัน ด้วยความมุ่งดีมุ่งเจริญและจริงใจต่อกัน โดยไม่เพ่งเล็งถึงผลประโยชน์เฉพาะตัวจนเ*พอดี หรือจนทำให้เกิดความโลภเห็นแก่ตัวขึ้นมาปิดบังความสำคัญและประโยชน์ของคนอื่นเสียหมด. การปฏิบัติตามหลักการดังนี้ แม้จะยากลำบากอยู่บ้างสำหรับบางคน แต่เมื่อฝึกหัดตั้งตัวตั้งใจให้ประพฤติปฏิบัติมั่นคงเหนียวแน่นอยู่ได้จนเป็นปรกติ ก็จะประคับประคองส่งเสริมให้สามารถสร้างความเจริญมั่นคงให้แก่ตัวแต่ส่วนรวมได้สำเร็จอย่างงดงามและแน่นอนที่สุด. จึงขอให้บัณฑิตทั้งหลาย ได้นำไปคิดวินิจฉัยให้ได้ประโยชน์สำหรับตัว สำหรับชาติบ้านเมืองต่อไปในวัน ข้างหน้า. …”
——————————————————————————–
ความดี ความเจริญ ๘ พระบรมราโชวาทพระราชทานแก่คณะกรรมการวันกตัญญูกตเวที สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย เพื่อเชิญลงพิมพ์ในหนังสือที่ระลึกวันกตัญญูกตเวที และเชิญออกเผยแพร่แก่ ประชาชนเป็นแนวทางปฏิบัติ ๘ เมษายน ๒๕๒๖
ความกตัญญูกตเวทีคือสภาพจิตที่รับรู้ความดี และยินดีที่จะกระทำความดีโดยศรัทธามั่นใจ. คนมีกตัญญูจึงไม่ลบล้างทำลายความดี และไม่ลบหลู่ผู้ที่ได้ทำความดี มาก่อน หากเพียรพยายามรักษาความดีทั้งปวงไว้ให้เป็นพื้นฐานในความประพฤติปฏิบัติทุกอย่างของตนเอง. เมื่อเต็มใจและจงใจกระทำทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความดีดังนี้ ก็ย่อม มีแต่ความเจริญมั่นคง และรุ่งเรืองก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้น. จึงอาจกล่าวได้ว่าความกตัญญูกตเวทีเป็นคุณสมบัติอันสำคัญยิ่งสำหรับนักพัฒนา และผู้ปรารถนาความเจริญก้าวหน้าทุกคน.
——————————————————————————–
ความดี ความเจริญ ๙ พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๑๑
“…ขอแสดงความชื่นชมกับบัณฑิตผู้ได้รับเกียรติและความสำเร็จในการศึกษา ความสำเร็จครั้งนี้ แต่ละคนควรถือว่าสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นต้นทางที่จะช่วยให้สามารถดำเนินไปสู่การงานที่กว้างขวางยิ่งใหญ่ต่อไปในกาลข้างหน้า และควรจะสำนึกด้วยว่าการที่มีความสำเร็จนี้ นอกจากอาศัยสติปัญญาความสามารถของตนเองแล้ว ยังได้อาศัยความอุปการะเกื้อ*ลจากผู้อื่นอีกด้วย ผู้ที่ช่วยเหลือโดยตรง ก็มีบิดามารดา ผู้ปกครอง ถัดมาก็มีครูบาอาจารย์ ซึ่งทุกคนจะได้มองเห็นแล้ว แต่ยังมีผู้ช่วยเหลืออื่นอีกเป็นอันมาก ที่ได้อุปการะท่านโดยทางอ้อม ซึ่งท่านอาจนึกไปไม่ถึง บุคคลทั้งนั้นคือประชาชนคนไทยทั้งมวล ประชาชนเป็นผู้เสียภาษีอากรให้แก่รัฐ ซึ่งได้นำมาบำรุง การศึกษา ทำให้ท่านสามารถเข้าศึกษาในสถานศึกษาทุกระดับได้ และโดยเฉพาะระดับอุดมศึกษาที่ท่านสำเร็จแล้วนี้ ก็ต้องใช้เงินทองมิใช่น้อย ดังนั้นท่านไม่ควรลืมว่า ประชาชนทุกคนเป็นผู้มีอุปการคุณ เป็นผู้มีส่วนในความสำเร็จของท่าน
ท่านมีหน้าที่อันสำคัญผูกพันอยู่ ที่จะต้องตอบแทนคุณของทุกฝ่ายที่ได้อุปการะ ช่วยเหลือ การทดแทนคุณนั้น มิใช่สิ่งที่ยากนัก ถ้าท่านประพฤติตนดี มีสัมมาอาชีวะ เป็นหลักฐานเป็นที่เชิดชูวงศ์ตระ*ล ก็เป็นการทดแทนคุณบิดามารดา ถ้าท่านหมั่นศึกษาค้นคว้าวิชาการให้มีความรู้ความสามารถเหมาะแก่กาลสมัย ก็เป็นการได้ทดแทนคุณครูบาอาจารย์ และในประการสุดท้าย ถ้าท่านตั้งใจทำงานทุกอย่างโดยถือประโยชน์ส่วนรวมยิ่งกว่าประโยชน์ส่วนตัวแล้ว ก็เป็นการได้ทดแทนคุณประชาชนคนไทยทุกคน …”
——————————————————————————–
ความดี ความเจริญ ๑๐ พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร แก่นิสิตนักศึกษาวิทยาลัยวิชาการศึกษา
ณ วิทยาลัยวิชาการศึกษา ประสานมิตร ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๑๔
“…การรักษาคุณค่าและความสำคัญของสิ่งที่ดีงามนั้น ในทุกวันนี้ มักเห็นกัน ว่าเป็นสิ่งเ*วิสัยที่จะทำ เพราะสภาพชีวิตความเป็นอยู่รวมทั้งความคิดความต้องการของคนเปลี่ยนไปจากเดิมมาก สิ่งที่เคยรับนับถือ ก็ละเลยกันเสียโดยมาก เรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่ที่ท่านทั้งหลายจะต้องขบคิดและแก้ไข สังคมของเรานั้นถึงจะเปลี่ยนแปลง ไปอย่างไร ก็ยังคงต้องอาศัยเหตุผลเป็นรากฐานและเป็นหลักการความคิดความต้องการหรือความเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่มิได้เป็นไปตามเหตุผล จะหนักแน่นยิ่งกว่าสิ่งที่เกิดจากเหตุผลความถูกต้องไม่ได้ และจะคงทนถาวรอยู่ตลอดไปไม่ได้ ผู้เป็นบัณฑิตจะต้อง เชื่อมั่นและยืนหยัดในเหตุผลและความดี ถ้าทุกคนมีความมั่นคง ไม่หวั่นไหวต่อความวิปริตผันผวนของสังคม ช่วยกันปลูกฝังความรู้ความคิดความมีเหตุผลให้เกิดมีในอนุชน สังคมของเราก็จะเข้ารูปเข้ารอยดีขึ้นเป็นลำดับ และจะสามารถรักษาคุณค่าความดีงาม โดยเฉพาะของงานของท่าน และตัวของท่านไว้ได้ตามประสงค์ …”
——————————————————————————–
ความดี ความเจริญ ๑๑
พระราชดำรัสพระราชทานแก่ผู้บังคับบัญชาลูกเสือ ในโอกาสเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทและรับพระราชทานเหรียญลูกเสือสดุดี ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา ๖ กรกฎาคม ๒๕๒๑
“… ทุกวันนี้ อาจกล่าวได้ว่า ผู้ใหญ่เรามักพากันละทิ้งวิธีการเก่า ๆ ในการอบรมฝึก ฝนคุณธรรมและความสุภาพเรียบร้อยในกายวาจาใจของเยาวชน โดยมิได้หาวิธีการที่เหมาะ สมมาทดแทนให้เพียงพอ ทั้งนี้เห็นจะเป็นเพราะโดยมากเราไม่ค่อยจะคิดถึงเรื่องนี้กันนัก ด้วยเหตุที่มัวสนใจและตื่นเต้นกับวิชาการอย่างใหม่กันหมด ประการหนึ่ง และด้วยเหตุ ที่ผลเสียหายมิได้เกิดขึ้นฉับพลันทันที หากแต่ค่อย ๆ เกิดขึ้นทีละเล็กละน้อย อีกประการ หนึ่ง จึงปล่อยกันมาเรื่อย ๆ จนบัดนี้ผลเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นได้กลายเป็นปัญหาที่เกือบจะแก้ กันไม่ตก ตามที่ท่านเห็นกับตาและทราบแก่ใจอยู่แล้ว ไม่จำเป็นจะต้องพูดให้ยาวความไป ความจริง เยาวชนที่มีพื้นจิตใจดีอยู่แล้ว และปรารถนาจะทำตัวให้ดีให้เป็นประโยชน์นั้น มีอยู่เป็นอันมาก แต่การทำความดีโดยลำพังตนเองเป็นของยาก จำเป็นต้องอาศัยหลักเกณฑ์ และแบบฉบับที่ดีอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นที่ยึดเหนี่ยว จึงจะกระทำได้โดยถูกต้องเหมาะสม และไม่เปลืองเวลา พูดง่าย ๆ ก็คือต้องอาศัยผู้ใหญ่เป็นที่พึ่งหรือเป็นผู้นำนั่นเอง ผู้ใหญ่จึง ต้องถือเป็นหน้าที่และความจำเป็นที่จะต้องช่วยเหลือเขา
เคราะห์ดีอย่างหนึ่ง ที่เราได้รับเอากิจกรรมอย่างใหม่ ที่มีประสิทธิภาพสูงในการ ขัดเกลาและปลูกฝังความดีความสามารถในเยาวชน เข้ามา คือกิจการลูกเสือ ซึ่งก็เคราะห์ดี อีกอย่าง ที่ริเริ่มขึ้นทันท่วงที และยังคงทนมาได้นานจนถึงบัดนี้ มิได้ถูกล้มเลิก จึงได้อาศัย เป็นปัจจัยฝึกหัดความดีให้แก่คนของเราได้ส่วนหนึ่ง ซึ่งนับว่าเป็นส่วนใหญ่ พอที่จะช่วย มิให้เราหมดหวังเสียทีเดียว
ท่านทั้งหลายทุกคนได้ชื่อว่ามีศรัทธาในกิจการลูกเสือ และได้ช่วยกันอุปถัมภ์ค้ำ จุนอย่างจริงจังมาจนเห็นผลอันน่าชื่นชมถึงเพียงนี้แล้ว ขอให้นึกถึงเด็ก ๆ กันให้มาก และ ขอให้ร่วมแรงร่วมใจกันต่อไป ทั้งฝ่ายราชการและมิใช่ราชการ ในอันที่จะส่งเสริมดำเนินงาน ลูกเสือต่อไป ด้วยศรัทธา ปัญญา ความเมตตากรุณา ให้เต็มกำลังความสามารถ เพื่อให้ กิจการอันทรงคุณค่านี้มีประสิทธิผลยิ่งขึ้น และให้เจริญงอกงามและยั่งยืนมั่นคงอยู่ในบ้าน เมืองของเราตลอดไป เพื่อประโยชน์อันยิ่งใหญ่ของเยาวชนและของชาติไทยของเรา …”
——————————————————————————–
ความดี ความเจริญ ๑๒ พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรและอนุปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์หาวิทยาลัยณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๑๘
“… ความสุขความเจริญอันแท้จริงนั้น หมายถึงความสุขความเจริญที่บุคคลแสวงหามาได้ด้วยความเป็นธรรม ทั้งในเจตนาและการกระทำ ไม่ใช่ได้มาด้วยความบังเอิญ หรือด้วยการแก่งแย่งเบียดบังมาจากผู้อื่น ความเจริญที่แท้นี้มีลักษณะเป็นการสร้างสรรค์ เพราะอำนวยประโยชน์ถึงผู้อื่นและส่วนรวมด้วย ตรงกันข้ามกับความเจริญ อย่างเท็จเทียม ที่เกิดขึ้นมาด้วยความประพฤติไม่เป็นธรรมของบุคคล ซึ่งมีลักษณะ เป็นการทำลายล้าง เพราะให้โทษบ่อนเบียนทำลายผู้อื่นและส่วนรวม การบ่อนเบียนทำลายนั้น ที่สุดก็จะกลับมาทำลายตน ด้วยเหตุที่เมื่อส่วนรวมถูกทำลายเสียแล้ว ตนเอง ก็จะยืนตัวอยู่ไม่ได้ จะต้องล่มจมลงไปเหมือนกัน …”

